Loading..

PDPA อักษรสี่ตัวที่คุณมองข้ามไม่ได้

ในช่วงระยะหลังมานี้พวกเราน่าจะเคยได้ยินสิ่งที่เรียกว่า “ PDPA” ไม่ว่าจะมาจากรายการข่าวหรือจากสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆมากขึ้นว่าแต่…PDPA มันคืออะไร? มันย่อมาจากอะไร? นำมาใช้ในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อไหร่? และ ถ้าฝ่าฝืนจะมีข้อลงโทษอะไรบ้าง เรามาหาคำตอบไปพร้อมกันกับบทความนี้กันเลย

PDPA คืออะไร ?

PDPA ย่อมาจาก “ Personal Data Protection Act B.E.2562 ” หรือ “ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

เป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อคุ้มครองสิทธิที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล ตัวอย่างเช่น การควบคุมไม่ให้บุคคลภายนอกไม่ว่าจะเป็นแบรนด์สินค้าหรือสื่อโซเชียลมีเดียนั้นนำข้อมูลส่วนตัวของลูกค้านั้นไปใช้โดยที่ไม่รับคำอนุญาตจากทางเจ้าของข้อมูลโดยเด็ดขาดและตัวข้อมูลส่วนบุคคลนั้นต้องถูกนำไปใช้ให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของเจ้าของข้อมูลอีกด้วยเพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของตัวข้อมูลให้มากขึ้นเนื่องจากในปัจจุบันได้มีแนวโน้มที่จะเกิดเหตุการณ์การล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมากขึ้นยกตัวอย่างเช่น การโทรมาเพื่อหลอกลวงหรือโฆษณาเพื่อที่จะขโมยข้อมูลส่วนบุคคลไปโดยไม่รู้ตัวหรือคุณอาจจะได้ยินข่าวที่ว่ามีสื่อโซเชียลมีเดียที่มีการดังฟังการสนทนาของคุณเพื่อที่จะนำไปทำโฆษณาหรือแม้กระทั่งการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต


ประเทศไทยเริ่มใช้ PDPA เมื่อไหร่ ?

เริ่มแรกเคยการประกาศว่าประเทศไทยจะมีการบังคับใช้ PDPA ในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 แต่ในวันที่ 12 พฤษภาคมก็ได้มีการประกาศ เลื่อนบังคับใช้ออกไป 1 ปีแทน และเมื่อถึงวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2565 ได้มีการเริ่มบังคับใช้ PDPA อย่างเต็มรูปแบบ

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566  ทางคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPC ได้มีการเผยแพร่ประกาศฉบับใหม่ที่มีเนื้อหาเพิ่มเติมมาตราที่ 41(2) ซึ่งมีกำหนดว่ากิจการใดบ้างต้องมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล*โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566

* เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Data Protection Officer คือ เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่หลักเป็นเหมือนตัวแทนของเจ้าของข้อมูลในการตรวจสอบว่าองค์กรมีการนำข้อมูลส่วนบุคคลทั้งภายใน (ข้อมูลพนักงาน) และภายนอก (ข้อมูลลูกค้า) ไปใช้อย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ นอกจากนั้นยังเป็นผู้ที่คอยประสานงานระหว่างองค์กร เจ้าของข้อมูล และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีที่เกิดเหตุละเมิดอีกด้วย


ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นคืออะไรและมีอะไรบ้าง ?

ข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Personal Data คือ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่สามารถใช้ระบุตัวบุคคลนั้นได้ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ตามแต่ถ้าเป็นข้อมูลของผู้ที่เสียชีวิตแล้วจะไม่ถูกนับรวมด้วย ซึ่งมีดังนี้

  • ชื่อ-นามสกุล หรือ ชื่อเล่น
  • รูปถ่าย
  • เลขประจำตัวประชาชน, เลขหนังสือเดินทาง, เลขบัตรประกันสังคม, เลขใบอนุญาตขับขี่, เลขประจำตัวผู้เสียภาษี, เลขบัญชีธนาคาร, เลขบัตรเครดิต (ในกรณีนี้รวมถึงการทำสำเนาด้วย)
  • ที่อยู่
  • อีเมล์
  • เบอร์โทรศัพท์
  • ข้อมูลอุปกรณ์หรือเครื่องมือ เช่น IP address, MAC address, Cookie ID
  • ข้อมูลระบุทรัพย์สินของบุคคล เช่น ทะเบียนรถยนต์, โฉนดที่ดิน
  • ข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงไปยังข้อมูลข้างต้นได้ เช่น วันเกิดและสถานที่เกิด, เชื้อชาติ,สัญชาติ, น้ำหนัก, ส่วนสูง, ข้อมูลตำแหน่งที่อยู่, ข้อมูลการแพทย์, ข้อมูลการศึกษา, ข้อมูลทางการเงิน, ข้อมูลการจ้างงาน / ข้อมูลหมายเลขอ้างอิงที่เก็บไว้ในไมโครฟิล์ม (เนื่องจากถ้าหากใช้ร่วมกันกับข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นนั้นก็สามารถที่จะระบุตัวบุคคลได้)
  •  ข้อมูลการประเมินผลการทำงานหรือความเห็นของนายจ้างต่อการทำงานของลูกจ้าง
  •  ข้อมูลบันทึกต่าง ๆ ที่ใช้ติดตามตรวจสอบกิจกรรมต่าง ๆ ของบุคคล เช่น log file
  • ข้อมูลที่สามารถใช้ในการค้นหาข้อมูลส่วนบุคคลอื่นในอินเทอร์เน็ต

นอกจากที่กล่าวมาทั้งหมดยังมีข้อมูลส่วนบุคคลอีกประเภทที่ PDPA นั้นให้ความสำคัญเป็นอย่างมากนั่นก็คือ “ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน หรือ Sensitive Personal Data” ซึ่งมีดังนี้

  • ข้อมูลเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์
  • ความคิดเห็นทางการเมือง
  • ความเชื่อทางศาสนา ลัทธิ หรือ ปรัชญา
  • พฤติกรรมทางเพศ
  • ประวัติอาชญากรรม
  • ข้อมูลทางด้านสุขภาพ ความพิการ และ สุขภาพจิต
  • ข้อมูลสหภาพแรงงาน
  • ข้อมูลพันธุกรรม
  • ข้อมูลชีวภาพ
  • ข้อมูลทางชีวมิติ หรือ Biometric เช่น เช่น รูปภาพใบหน้า, ลายนิ้วมือ, ฟิล์มเอกซเรย์, ข้อมูลสแกนม่านตา, ข้อมูลอัตลักษณ์เสียง, ข้อมูลพันธุกรรม
  • ข้อมูลอื่นใดๆซึ่งมีผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูลในทำนองเดียวกันตามที่คณะกรรมการได้ประกาศกำหนดไว้


ใครบ้างที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล?

ใน PDPA ได้จำแนกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งมี 3 กลุ่มก็คือ

  1. ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Data Processor คือ บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอีกที
  2. เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Data Subject คือ บุคคลที่ข้อมูลสามารถระบุไปถึงได้
  3. ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Data Controller คือ บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั่นรวมถึงในกรณีที่เรามีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นไว้ก็ถือว่าเราเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล และจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA ไปด้วยเหมือนกัน


PPDA ให้สิทธิอะไรบ้างกับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล?

  1. สิทธิได้รับการแจ้งให้ทราบ – การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลนั้นผู้ควบคุมข้อมูลจะต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะที่เก็บรวบรวมข้อมูล (ยกเว้นในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ทราบถึงรายละเอียดนั้นอยู่แล้ว)โดยมีรายละเอียดการแจ้งให้ทราบ เช่น เก็บข้อมูลส่วนบุคคลอะไรบ้าง, วัตถุประสงค์การเก็บข้อมูล, การนำไปใช้หรือส่งต่อไปมีให้ใครบ้าง, วิธีเก็บข้อมูลอย่างไร, เก็บข้อมูลนานแค่ไหน, วิธีขอการเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือ เพิกถอนข้อมูลส่วนบุคคลที่ให้ไปสามารถทำได้อย่างไรบ้าง
  2. สิทธิขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล หรือขอให้เปิดเผยถึงการได้มาของข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวที่ตนไม่ได้ให้ความยินยอมได้ โดยสิทธินี้จะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายหรือคำสั่งศาล หรือส่งผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ถ้าไม่ขัดหรือส่งผลกระทบดังกล่าว เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะได้รับสิทธิภายใน 30 วันนับจากวันที่ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ได้รับคำขอ
  3. สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล – เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นมีสิทธิที่จะคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องไม่ขัดด้วยกฎหมายหรือขัดต่อสิทธิการเรียกร้องตามกฎหมาย หรือข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจำเป็นเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือ สถิติ
  4. สิทธิขอให้ลบหรือทำลาย – ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้ทำการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลต่อสาธารณะและผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลถูกขอให้ลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลนั้นกลายเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลเจ้าของได้ โดยผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องผู้รับผิดชอบดำเนินการทั้งหมดไม่ว่าจะในทางเทคโนโลยีและค่าใช้จ่ายเอง
  5. สิทธิในการเพิกถอนความยินยอม – ถ้าเจ้าของข้อมูลเคยยินยอมในการใช้ข้อมูลไปแล้วต้องการที่จะยกเลิกความยินยอมนั้นในภายหลัง สามารถทำเมื่อใดก็ได้และการยกเลิกความยินยอมนั้นจะต้องง่ายเหมือนกับตอนแรกที่เจ้าของข้อมูลให้ความยินยอมด้วยโดยการยกเลิกจะต้องไม่ขัดต่อข้อจำกัดสิทธิในการถอนความยินยอมทางกฎหมายหรือสัญญาที่ให้ประโยชน์แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้ให้ความยินยอมไปก่อนหน้านี้
  6. สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูล – เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นมีสิทธิที่จะขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะในกรณีที่เกิดการเปลี่ยนใจไม่ต้องการให้ข้อมูลแล้วหรือเปลี่ยนใจระงับการทำลายข้อมูลเมื่อครบกำหนดที่ต้องทำลายเนื่องจากมีความจำเป็นต้องนำข้อมูลไปใช้ในทางกฎหมายหรือการเรียกร้องสิทธิ
  7. สิทธิในการขอให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล – เจ้าของข้อมูลมีสิทธิที่จะขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองให้มีความถูกต้อง เป็นปัจจุบันที่สุดเพื่อไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ โดยการแก้ไขนั้นจะต้องเป็นไปด้วยความสุจริต และไม่ขัดต่อหลักกฎหมาย
  8. สิทธิในการขอให้โอนข้อมูลส่วนบุคคล – ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลต้องการนำข้อมูลที่เคยให้ไว้กับผู้ควบคุมข้อมูลรายหนึ่งไปให้กับผู้ควบคุมข้อมูลอีกราย เช่น ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลรายแรกได้จัดทำข้อมูลส่วนบุคคลของเราไปในอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ที่เข้าถึงโดยอัตโนมัติ เจ้าของข้อมูลสามารถขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่จัดทำข้อมูลนั้นทำการส่งหรือโอนข้อมูลดังกล่าวให้ได้หรือจะขอให้ส่งไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลรายอื่นโดยตรงก็สามารถทำได้หากไม่ติดขัดทางด้านวิธีการและเทคนิคโดยการใช้สิทธินั้นต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย สัญญา หรือละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะสามารถรวบรวมใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีไหนบ้าง?

บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล (ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ห้างร้าน มูลนิธิ สมาคม หน่วยงาน องค์กร ร้านค้า หรืออื่นใดก็ตาม) หากมีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลไว้หรือมีการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หรือนำไปเปิดเผยไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม จำเป็นต้องได้รับคำยินยอมจากเจ้าของข้อมูลด้วยเว้นแต่จะเป็นไปตามข้อยกเว้นที่ พ.ร.บ. กำหนดไว้โดยมีข้อยกเว้นดังต่อไปนี้

1. ข้อยกเว้นสำหรับข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป หรือ Personal Data

  • จัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุเพื่อประโยชน์สาธารณะที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยหรือการจัดทำสถิติ
  • เพื่อป้องกันหรือระงับเหตุอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือ สุขภาพของบุคคล
  • เพื่อปฏิบัติตามสัญญากับเจ้าของข้อมูลเช่น การซื้อขายของออนไลน์ที่จะต้องใช้ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล
  • เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะและการปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐ
  • เพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือของบุคคลอื่น
  • เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเช่น ส่งข้อมูลพนักงานให้กรมสรรพากรในการทำเรื่องภาษี เป็นต้น

2. ข้อยกเว้นสำหรับข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว หรือ Sensitive Personal Data

  • เพื่อป้องกันหรือระงับเหตุอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล
  • การดำเนินกิจกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายที่มีการคุ้มครองที่เหมาะสมโดย มูลนิธิ สมาคม หรือ องค์กรไม่แสวงหากำไร เช่น เรื่องศาสนาหรือความคิดเห็นทางการเมืองซึ่งจำเป็นต้องเปิดเผยให้ทราบก่อนเข้าองค์กรนั้น ๆ เป็นต้น
  • เป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะด้วยความยินยอมโดยชัดแจ้งของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เช่น บุคคลสาธารณะที่มีข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะอยู่แล้วในความยินยอมของเจ้าของข้อมูล
  • เพื่อการเรียกร้องสิทธิและการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย เช่น การเก็บลายนิ้วมือของผู้บุกรุกเพื่อนำไปเป็นหลักฐานที่ใช้ในชั้นศาล
  • การปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับเวชศาสตร์ป้องกันหรืออาชีวเวชศาสตร์ เช่น ประโยชน์ทางด้านสาธารณะสุข, การคุ้มครองแรงงาน, การประกันสังคม, หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์หรือประวัติศาสตร์, สถิติ และ ประโยชน์สาธารณะอื่นๆที่สำคัญ


ในกรณีที่ต้องส่ง หรือ โอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ

ก่อนที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศจำเป็นต้องตรวจสอบว่าประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคลนั้นมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอหรือไม่ยกเว้นว่าจะเป็นไปเพื่อเป็นไปตามกฎหมาย,ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล,จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามสัญญา,ป้องกันอันตรายที่จะเกิดต่อเจ้าของข้อมูลที่ไม่สามารถให้ยินยอมในขณะนั้นได้ หรือเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ


บทลงโทษสำหรับผู้ที่ละเมิดหรือไม่ปฏิบัติตาม PDPA


ในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตาม PDPA นั้นจะแบ่งบทลงโทษได้เป็น 3 ประเภทดังนี้

  1. โทษทางแพ่ง – กำหนดให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นจริงให้กับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการละเมิด และอาจจะต้องจ่ายบวกเพิ่มอีกเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษเพิ่มเติมสูงสุดได้อีก 2 เท่าของค่าเสียหายจริง
  2. โทษทางอาญา – มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 1 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยโทษสูงสุดดังกล่าวจะเกิดจากการที่ไม่ปฏิบัติตาม PDPA ในส่วนการใช้ เปิดเผย หรือส่งโอนข้อมูลไปยังต่างประเทศ ประเภทข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน ส่วนกรณีหากผู้กระทำความผิดคือบริษัทซึ่งถือว่าเป็นนิติบุคคลก็อาจจะสงสัยว่าใครจะเป็นผู้ถูกจำคุก เพราะบริษัทติดคุกไม่ได้ ในส่วนตรงนี้ก็อาจจะตกมาที่ ผู้บริหาร, กรรมการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทนั้น ๆ ที่จะต้องได้รับการลงโทษจำคุกแทน
  3. โทษทางปกครอง – โทษปรับมีตั้งแต่ 1 ล้านบาทจนถึงสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งโทษปรับสูงสุด 5 ล้านบาท จะเป็นกรณีของการไม่ปฏิบัติตาม PDPA ในส่วนการใช้ข้อมูลหรือเปิดเผยข้อมูล หรือส่งโอนข้อมูลไปยังต่างประเทศของประเภทข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนซึ่งโทษทางปกครองนี้จะคิดแยกต่างหากกับค่าเสียหายที่เกิดจากโทษทางแพ่งและโทษทางอาญาอีกด้วย


บทความนี้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นการให้ความรู้และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับ PDPA ให้มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นทั้งที่มา ข้อมูลอะไรบ้างที่ถือว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล บุคคลที่ส่วนเกี่ยวข้อง สิทธิ และรวมถึงบทลงโทษสำหรับผู้ที่ละเมิดหรือไม่ปฏิบัติตาม ด้วยเหตุผลที่ว่าทุกคนนั้นย่อมต้องมีข้อมูลส่วนตัว ทุกคนจึงจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าเรามีสิทธิอะไรบ้างที่เกี่ยวกับข้อมูลเหล่านี้เพื่อที่จะไม่ถูกหลอกลวงหรือถูกเอาเปรียบได้ และสำหรับองค์กรต่างๆต้องมีการเก็บข้อมูลส่วนตัวของบุคลากรทุกคนอย่างแน่นอนจึงต้องทราบถึงวิธีการจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ให้ปลอดภัยรวมถึงขอบเขตที่สามารถนำข้อมูลไปใช้ได้ด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจจะศึกษาเรื่อง PDPA อย่างละเอียด สามารถคลิกที่ : พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

อ้างอิงข้อมูลมาจาก แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จัดทำโดย ศูนย์วิจัยกฎหมายและการพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Related Posts